PART 2: ความจริงที่ถูกฉีกหน้า และอำนาจที่ซ่อนเร้น
เสียงสัญญาณโทรศัพท์ดังขึ้นเพียงสองครั้ง ปลายสายก็กดรับด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเคารพนอบน้อมในทันที “สวัสดีครับท่านประธานบงกช ผมกิตติพงษ์ หัวหน้าฝ่ายกฎหมายและผู้จัดการใหญ่ของกลุ่มบริษัท สิริโสภณ แอสเสท ครับ ไม่ทราบว่าท่านมีคำสั่งด่วนอะไรหรือเปล่าครับ?“
ฉันยืนมองเศษส้ม แอปเปิ้ล และองุ่นนำเข้าราคาแพงที่แตกกระจายเกลื่อนพื้นคอนกรีตหน้าคฤหาสน์หรู ท่ามกลางเสียงหัวเราะเยาะหยันของคุณหญิงผกาพรและสายตาเหยียดหยามจากเหล่าคนรับใช้ ขณะที่ธาวินยังคงยืนก้มหน้านิ่ง หันหลังให้ฉันอย่างคนขี้ขลาดที่ไม่คิดจะปกป้องเลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเอง
“คุณกิตติพงษ์” ฉันเอ่ยเสียงเรียบ นิ่งสนิท และทรงอำนาจจนทำให้คุณหญิงผกาพรชะงักไปชั่วขณะ “นำโฉนดที่ดินฉบับจริงของแปลงที่ดินย่านสุขุมวิท แปลงที่หนึ่งร้อยสิบสี่ พร้อมสัญญาเช่าระยะยาว สัญญาค้ำประกันหนี้สิน และเอกสารการจดจำนองของตระกูลวรโชติทั้งหมดมาที่นี่เดี๋ยวนี้ พาทีมทนายความ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยระดับสูงของบริษัท และประสานงานเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องที่มาด้วย ฉันให้เวลาคุณยี่สิบนาที”
“รับทราบครับท่านประธาน ผมจะรีบจัดการและเดินทางไปถึงทันทีครับ” ปลายสายตอบรับอย่างหนักแน่นก่อนจะตัดสายไป
คุณหญิงผกาพรยืนกอดอก ยิ้มเยาะด้วยท่าทางรังเกียจ สายตามองฉันเหมือนมองสิ่งปฏิกูล “ฮึ! ละครลิงอะไรของแกยะ นังเด็กกำพร้า? คิดจะโทรเรียกเพื่อนในสลัมมารวมหัวกันขู่ฉันงั้นเหรอ? หรือโทรเรียกพวกกุ๊ยข้างถนนมาช่วย? สำเหนียกตัวเองบ้าง! ที่นี่คือคฤหาสน์วรโชติ ตระกูลผู้ดีเก่าแก่ที่มีหน้ามีตาในสังคม มีสายสัมพันธ์กับข้าราชการระดับสูง แกคิดว่าการแสดงปาหี่ราคาถูกแค่นี้จะทำให้ฉันกลัวได้งั้นเหรอ?”
“คุณหญิงคะ ฉันเตือนด้วยความหวังดี” ฉันพูดพลางเอามือลูบหน้าท้องอย่างทะนุถนอม “สิ่งที่คุณโยนทิ้ง ไม่ใช่แค่กระเช้าผลไม้ แต่คุณกำลังโยนโอกาสรอดเพียงหนึ่งเดียวของตระกูลวรโชติทิ้งลงบนพื้นถนนคอนกรีตนี้ด้วยตัวเอง”
“ปากดีนักนะนังตัวดี!” คุณหญิงผกาพรแผดเสียงลั่น ชี้หน้าฉันอย่างเดือดดาล “ธาวิน! แกยืนบื้อทำไมอยู่อีก! สั่งยามให้ลากคอมันออกไปให้พ้นหน้าบ้านฉันเดี๋ยวนี้ ไม่อย่างนั้นฉันจะตัดแกออกจากกองมรดก ไม่ให้เงินแกแม้แต่บาทเดียว!”
ธาวินสะดุ้งสุดตัว เขาก้าวเข้ามาหาฉันด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหงุดหงิดและความกดดัน “บัว… พอเถอะ! หยุดทำตัวน่าอายแบบนี้ได้ไหม? เธอจะมาเรียกร้องอะไรตอนนี้? เธอเห็นไหมว่าแม่ฉันโกรธขนาดไหน? แค่เธอยอมรับความจริงว่าเราสองคนมันต่างกันเกินไป แล้วเดินออกไปเงียบๆ มันจะตายหรือไง! ถ้าเธอรักฉันจริง เธอไม่ควรทำให้แม่ฉันต้องเสียหน้าแบบนี้นะบัว!”
คำพูดที่พรั่งพรูออกมาจากปากของผู้ชายที่ฉันเคยมอบหัวใจให้ ทำให้ฉันรู้สึกขยะแขยงอย่างหาที่สุดไม่ได้ ความรักความผูกพันตลอดหกเดือนมลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความเย็นชา “ธาวิน… ฉันเคยคิดว่าคุณแค่ยังไม่โต แต่ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่าคุณมันก็แค่คนขี้ขลาดที่ยอมขายได้แม้กระทั่งศักดิ์ศรีและความเป็นพ่อคน เพื่อแลกกับเศษเงินและความสะดวกสบายของตัวเอง”
“เธอไม่มีสิทธิ์มาตัดสินฉัน!” ธาวินตะคอกกลับ “เธอเป็นแค่เด็กกำพร้าจนๆ ที่บังเอิญเกาะฉันติด! อย่าคิดว่าการท้องจะทำให้เธอชุบมือเปิบกลายเป็นสะใภ้เศรษฐีได้นะบัว มันไม่มีวันนั้นหรอก!”
ยังไม่ทันที่ธาวินจะพูดจบ เสียงคำรามของเครื่องยนต์ขบวนรถหรูก็ดังกระหึ่มเข้ามาในซอยส่วนบุคคล รถเบนซ์สีดำนำขบวน ตามด้วยรถโรลส์-รอยซ์ แฟนทอม สีดำขลับ และรถตู้ขบวนรักษาความปลอดภัยอีกสามคัน ทั้งหมดแล่นเข้ามาจอดปิดล้อมหน้าประตูคฤหาสน์อย่างเป็นระเบียบ เสียงเบรกดังสนั่นทำเอาทั้งคุณหญิงผกาพร ธาวิน และคนรับใช้พากันเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
ชายฉกรรจ์ในชุดสูทสีดำ สวมหูฟังวิทยุสื่อสาร จำนวนกว่าสิบนายก้าวลงจากรถตู้และเข้าคุมพื้นที่ทันที จากนั้น ประตูรถโรลส์-รอยซ์ก็เปิดออก ชายวัยกลางคนในชุดสูทภูมิฐาน ท่าทางน่าเกรงขาม ก้าวลงมาจากรถพร้อมกระเป๋าเอกสารหนังแท้ใบใหญ่ในมือ เขารีบก้าวเท้าตรงเข้ามาหาฉันอย่างรวดเร็ว โดยไม่แม้แต่จะปรายตามองคุณหญิงผกาพรหรือธาวิน
เมื่อมาถึงตรงหน้าฉัน ชายคนนั้นค้อมศีรษะลงเก้าสิบองศาด้วยความเคารพสูงสุด “ขออภัยที่มาช้าครับท่านประธานบงกช เอกสารสิทธิ์ โฉนดที่ดินตัวจริง และเอกสารการเงินทั้งหมดของตระกูลวรโชติ ถูกนำมาพร้อมแล้วครับ”
บรรยากาศรอบบริเวณเงียบกริบจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมพัดใบไม้ ใบหน้าของคุณหญิงผกาพรถอดสี ขาวซีดราวกับคนไร้เลือด ริมฝีปากที่ทาลิปสติกสีแดงสดเริ่มสั่นระริก “ประธานบงกช… งั้นเหรอ? กิตติพงษ์… นี่คุณ… คุณเป็นทนายใหญ่ของเครือสิริโสภณไม่ใช่เหรอ? ทำไมคุณถึงไปก้มหัวให้นังเด็กกำพร้าคนนี้?!”
ทนายกิตติพงษ์เงยหน้าขึ้น มองคุณหญิงผกาพรด้วยสายตาที่เย็นเยียบและเต็มไปด้วยความสมเพช “คุณหญิงผกาพร กรุณาระวังคำพูดของท่านด้วยครับ สุภาพสตรีที่ยืนอยู่ตรงหน้าท่านนี้ คือคุณบงกช สิริโสภณ ประธานกรรมการบริหารและผู้ถือหุ้นรายใหญ่แต่เพียงผู้เดียวของกลุ่มบริษัท สิริโสภณ แอสเสท มหาเศรษฐีผู้ครอบครองกรรมสิทธิ์ที่ดินมากกว่าครึ่งหนึ่งของย่านใจกลางเมืองหลวงแห่งนี้ รวมถึงที่ดินผืนใหญ่ที่คฤหาสน์ของพวกคุณตั้งอยู่นี้ด้วย!”
“ไม่จริง! เป็นไปไม่ได้!” ธาวินอุทานออกมา ร่างกายซวนเซจนเกือบจะล้มพับลงไปกับพื้น เขามองดูฉัน สลับกับมองรถหรูและบอดี้การ์ดรอบตัว “บัว… เธอเนี่ยนะ? เธอคือประธานบงกช… มหาเศรษฐีพันล้านลึกลับคนนั้นงั้นเหรอ? ไม่จริง… เธอหลอกฉัน!”
ฉันก้าวไปข้างหน้าอย่างช้าๆ แววตาของฉันไร้ซึ่งความอาลัยอาวรณ์อีกต่อไป มีเพียงความเยือกเย็นของผู้ถือไพ่เหนือกว่าในทุกมิติ “ฉันไม่เคยหลอกคุณ ธาวิน ฉันแค่ใช้ชีวิตธรรมดาแบบที่ฉันชอบ และหวังว่าจะเจอผู้ชายที่รักฉันจากตัวตนจริงๆ แต่สิ่งที่คุณและแม่ของคุณแสดงออกมาในวันนี้ มันพิสูจน์แล้วว่าพวกคุณคู่ควรกับอะไร”
ฉันหันไปหากิตติพงษ์แล้วสั่งการด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด “เปิดเอกสารอ่านให้พวกเขารู้สถานะที่แท้จริงของตัวเองเดี๋ยวนี้!”